วันเสาร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

>>>8 วิธี เพิ่มอายุยืนยาวขึ้น 8 ปี<<<



คนเราอยากมีอายุยืนยาวด้วยกันทั้งนั้น ผมเองก็อยากอยู่กับครอบครัวและคนที่ผมรักไปนานๆ แล้วทำยังไงถึงจะมีชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพที่ดีผมมีวิธีมาบอก

1. อายุยืนยาวขึ้น 1 ปี ด้วยการกินดาร์กช็อกโกแลต


การวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา บอกว่าถ้าเรากินดาร์กช็อกโกแลตบ่อยๆ หรืออย่างน้อยเดือนละ 3 ครั้ง อาจจะช่วยให้ชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีก 1 ปีเลย เพราะว่าในดาร์กช็อกโกแลต มีสารฟลาโวนอยด์ที่ช่วยทำให้เลือดไม่ข้นหนืดจนเกินไป เลือดเลยไหลได้สะดวก ไม่ไปติดหรือกระแทกหลอดเลือดมาก จึงไม่เกิดโรคเกี่ยวกับหลอดเลือด เส้นเลือดก็ไม่อุดตัน


2. อายุยืนยาวขึ้น 2 ปี ด้วยเพศสัมพันธ์ที่ดี


มีเพศสัมพันธ์บ่อยๆ แล้วดีครับ ช่วยเพิ่มอายุได้ถึง 2 ปีเลยทีเดียว มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย บอกว่าเป็นเพราะมันจะมีสารที่หลั่งออกมาหลังจากที่เราถึงจุดสุดยอด ที่ทำให้คลายเครียดได้ดีมาก และจะทำให้เรารู้สึกสบายตัว ร่างกายและหัวใจเราก็ดีขึ้น ฮอร์โมนคอร์ติโซนก็จะหลั่งออกมาน้อย ผมเคยอ่านงานวิจัยอีกอันที่เขาศึกษากับคนออสเตรเลีย 2,338 คน บอกว่าการที่ผู้ชายมีเพศสัมพันธ์หรือช่วยตัวเองสัปดาห์ละ 10 ครั้ง สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึง 33 เปอร์เซ็นต์


3. อายุยืนยาวขึ้น 3 ปี ด้วยการกินถั่ว


อย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน มหาวิทยาลัยโลม่าลินดาที่แคลิฟอร์เนีย วิจัยพบว่าในถั่วจะมีไขมันโอเมก้า3 สารต้านอนุมูลอิสระ ใยอาหารเยอะไขมันอิ่มตัวน้อย แคลอรีน้อยทำให้ร่างกายแข็งแรง โดยเฉพาะกับหัวใจ แต่ต้องเลือกแบบไม่มีเกลือนะครับ


4. อายุยืนยาวขึ้น 4 ปี ด้วยการดื่มไวน์


นักวิทยาศาสตร์ชาวดัชช์ ให้ดื่มไวน์วันละครึ่งแก้วจะทำให้ชีวิตเรายืนยาวได้ถึง 4 ปี เพราะในไวน์จะมีสารโพลิฟิโนลิคคอมพาวน์ส (polyphenolic compounds) ซึ่งสารนี้จะทำให้เลือดเราไม่มีการเติบโตของไขมัน พอเยื่อไขมันไม่สามารถเติบโตได้ เส้นเลือดเราจะสะอาดใสอยู่ตลอดเวลา ไม่มีตะกอนตกค้างหรือมีไขมันมาเกาะผนังหลอดเลือด


5. อายุยืนยาวขึ้น 5 ปี ด้วยการเล่นกอล์ฟ


อาจจะมีหลายคนที่เล่นกอล์ฟกันอยู่แล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าทำไมเล่นกอล์ฟแล้วทำให้อายุเรายืนยาวขึ้นได้ นั่นเพราะการเล่นกอล์ฟทำให้เราเดินครับ เล่นกอล์ฟ 18 หลุม จะทำให้เราต้องเดินถึง 6-10 กม. เลยครับ แล้วการเดินทำให้ร่างกายเราเผาผลาญแคลอรีได้ดี เป็นการออกกำลังกายแบบ Low intensity คือการออกกำลังกายแบบไม่หนัก แต่หัวใจเต้นเร็วและใช้ออกซิเจนเยอะมาก ซึ่งจะทำให้ร่างกายเราแข็งแรง แล้วการตีกอล์ฟทำให้เราไม่เบื่อที่จะออกกำลังกายด้วย


6. อายุยืนยาวขึ้น 6 ปี ด้วยการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ


กินทุกๆ มื้อเลยนะครับ ให้เรื่องการกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพเป็นชีวิตประจำวัน ไม่ใช่วันนี้พิเศษ ฉันจะไปกินอาหารเพื่อสุขภาพ นานๆ กินทีแบบนั้นไม่ดีแน่ๆ แล้วมีการวิจัยจากฮอลแลนด์บอกว่า กินปลา เนื้อไม่ติดมัน น้ำมันมะกอก กระเทียม คาร์โบไฮเดรตที่ดีอย่างข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต เป็นประจำจะทำให้ไขมันในเลือดน้อยลง สุขภาพร่างกายดีขึ้น โรคมะเร็งกับเบาหวานก็จะเกิดได้ยากขึ้น แล้วถ้าไม่รู้ว่ามีอาหารอะไรอีกที่ดีต่อสุขภาพ ก็ดูจากสุขภาพดีนี้ก็ได้หาง่าย ไม่แพงด้วย


7. อายุยืนยาวขึ้น 7 ปี ด้วยการควบคุมน้ำหนัก


นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยอ็อกซ์ฟอร์ด ศึกษาพบว่า ถ้าคุณสามารถควบคุมน้ำหนักให้อยู่ตามเกณฑ์มาตรฐานได้โดยตลอด คุณอาจจะเพิ่มชีวิตได้ถึง 7 ปีเลย หรือหากตอนนี้ ใครกำลังน้ำหนักตัวเกินอยู่ก็รีบลดเลยครับ เพราะปล่อยให้น้ำหนักมากๆ ไม่ดี กระดูกและไขข้อต้องรับน้ำหนักเยอะมากก็จะมีปัญหาได้ แล้วก็เสี่ยงกับการเกิดโรคหลายโรคด้วย แต่ที่ต้องระวังด้วยคืออย่าดูแค่ตัวเลขของน้ำหนักเท่านั้น ให้ดูไขมันด้วย เพราะคนผอมหลายคนเหมือนกันที่น้ำหนักน้อยแต่ไขมันเยอะ นั่นก็สุขภาพไม่ดีได้ง่ายเหมือนกัน


8. อายุยืนยาวขึ้น 8 ปี ด้วยการหัวเราะบ่อยๆ


การที่เราหัวเราะ ฮอร์โมนคอร์ติโซน ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพจะหลั่งน้อยลง ทำให้เรามีความสุข ผ่อนคลายไม่เครียด เพราะสารเคมีที่ไม่ดีในร่างกายจะไม่หลั่งออกมาเลย แล้วจะมีสารเคมีดี เช่น เอ็นโดรฟิน อะดรีนาลีน หลั่งออกมาแทน ก็พยายามดูหนังตลก อยู่กับเพื่อนให้เยอะๆ นะครับ จะได้หัวเราะ แค่คุณหัวเราะวันละ 15 นาที อาจจะทำให้คุณมีอายุยืนยาวขึ้นอีก 8 ปีเลยนะครับ


วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

>>>ดื่มน้ำแก้โรคหวัด <<<

โรคหวัด เป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้ร่างกายสูญเสียพลังงาน จนทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย รู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว แนะนำว่าควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อยวันละ 2 ลิตร เพราะน้ำจะช่วยให้หายจากโรคหวัดได้

ดื่มน้ำอุ่น ช่วยละลายเสมหะในลำคอ


ดื่มน้ำเยอะ ๆ จะช่วยลดไข้ และทำให้ร่างกายเย็นลง


ดื่มน้ำช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ร่างกาย ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานดี


ดื่มน้ำช่วยลดอาการติดเชื้อ และอักเสบ


ดื่มน้ำช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย ทำให้ฟื้นไข้เร็วขึ้น


สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัด และอยากจะดื่มเครื่องดื่มที่มีรสชาติ แนะนำว่าควรจะเป็น น้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม น้ำฝรั่ง น้ำมะเขือเทศ น้ำองุ่น น้ำสัปปะรด เพราะมีวิตามินซีสูงจะช่วยให้อาการโรคหวัดดีขึ้น


ใครที่อยากหายจากอาการโรคหวัดเร็ว ๆ ลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้.

วันเสาร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

>>>สมุนไพรช่วยลดความดัน <<<


ทราบหรือไม่ว่า สมุนไพรพื้นบ้านก็สามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงได้ วันนี้เดลินิวส์ออนไลน์มีมาบอก...

- กระเทียม ซอยกระเทียมสดประมาณครึ่งช้อนชา กินพร้อมอาหารวันละ 2-3 ครั้งหรือจะใช้วิธีเคี้ยวกระเทียมสด ๆ ก็ได้ อย่ากินตอนท้องว่าง เพราะฤทธิ์ร้อนของกระเทียมจะทำให้แสบกระเพาะได้

- ขึ้นฉ่าย เลือกต้นสดมาตำ คั้นเอาแต่น้ำดื่ม หรือใช้ต้นสด 1-2 กำมือ ตำให้ละเอียดต้มกับน้ำ แล้วกรองเอากากออก ใช้รับประทานครั้งละ 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนอาหาร หรือกินเป็นผักสดผสมในอาหารก็ได้

- กาฝากมะม่วง ใช้กาฝากของต้นมะม่วง นำมาตากแห้งต้มน้ำดื่มต่างน้ำชาหรือตากแห้งคั่วแล้วชงดื่ม ในบางท้องถิ่นให้ใช้กาฝากสดนำใบและกิ่ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม

- กระเจี๊ยบแดง ใช้กลีบเลี้ยงแห้ง ต้มน้ำหรือชงน้ำร้อนกินเป็นชากระเจี๊ยบ ช่วยลดความดันโลหิต ลดคอเลสเตอรอลได้ แก้นิ่ว และลดไข้

- บัวบก ในตำรายาไทยทั่วไปใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้อ่อนเพลีย ขับปัสสาวะ แก้ร้อนใน แต่มีตำรายาพื้นบ้านที่นำมาใช้ลดความดันโลหิตสูง โดยใช้ต้นสด 1 หรือ 2 กำมือ ต้มกับน้ำ แล้วนำมาดื่ม

ยังมีสมุนไพรอื่น ๆ ที่ใช้ปรุงอาหารเป็นประจำและมีสรรพคุณช่วยลดความดันได้ เช่น ขิง ขี้เหล็ก ผักชี ผักชีฝรั่ง มะขาม แมงลัก เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้ว ถ้าอยากให้ความดันโลหิตสูงลดลง ลองหาสมุนไพรที่แนะนำมาทานกันได้

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

>>>'SMS' ดูดเงิน!! หลุมพรางผู้บริโภค <<<


นี้หากไม่อยากตกยุคต้อง “ไร้สาย” ไม่รู้เพราะความเร่งรีบแห่งยุคสมัยผลักสิ่งต่าง ๆ ที่ “มีสาย” ให้ตกยุคหรือไม่...? ดูอย่างสาวรุ่นจากนิยมใส่ “สายเดี่ยว” กลายเป็น “เกาะอก” แม้แต่อินเทอร์เน็ตก็ยังไร้สาย เช่นเดียวกับ “โทรศัพท์มือถือ” ซึ่งเขี่ยโทรศัพท์สาธารณะตกกระป๋อง!!
มือถือเข้ามามีบทบาทในชีวิตของคนไทยตั้งแต่ “รากหญ้า” ถึง “ยอดหญ้า” ขณะที่ผู้ให้บริการต่างใช้กลยุทธ์จูงใจผู้บริโภคกันเต็มที่ มีบริษัทมากมายเปิดตัวเพื่อให้บริการ “โหลด ลด แลก แจกกระจาย” ผ่านเอสเอ็มเอสอย่างแพร่หลาย แต่บางครั้งผู้ใช้โทรศัพท์ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบริการเอสเอ็มเอสผ่านมือถือ!!
สิ่งเหล่านี้ยังเหมือนหลุมพรางรอดักผู้บริโภค ซึ่ง ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม เล่าว่า จาก การที่หน่วยงานรับเรื่องร้องทุกข์ ของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมผ่านบริการเอสเอ็มเอสตั้งแต่สองปีที่ผ่านมามีเพิ่มขึ้น เห็นได้จากเดือนมกราคม 2552 มีผู้โทรฯ มาแจ้งแล้ว 5 ราย อันแสดงให้เห็นถึงความเดือดร้อนของผู้บริโภคเริ่มแผ่วงกว้างมากขึ้น
จากสถิติปัญหาเอสเอ็มเอสที่ร้องเรียนมากที่สุดคือ
1. เมื่อสมัครแล้วไม่สามารถบอกเลิกการใช้บริการได้ เช่น บริการข่าวเอสเอ็มเอส เมื่อผู้บริโภคโทรฯ แจ้งเครือข่ายบอกเลิกบริการข่าวผู้รับสายจะบอกปัด ให้โทรฯไปแจ้งบริษัทที่ทำการส่งข่าว แต่พอโทรฯ ไประบบทำการโอนสายไปยังที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่มีผู้รับสาย
2.ผู้ใช้บริการมีความรู้สึกว่า ถูกละเมิดสิทธิเพราะเบอร์โทรศัพท์เป็นข้อมูลส่วนบุคคล ผู้ให้บริการเครือข่ายไม่ควรนำไปเผยแพร่แก่ผู้อื่น เช่น เอสเอ็มเอสขายของต่าง ๆ
3.รู้สึกถูกรบกวนจนไม่เป็นอันทำงาน เนื่องจากเอสเอ็มเอสการบริการต่าง ๆ ดังทั้งวันทำให้เกิดความรำคาญและรบกวน สมาธิ “ทั้งสามปัญหานี้เชื่อมโยงกันอย่างชัดเจน ซึ่ง กทช. มีหน้าที่ดูแลแค่ตัวบริการ ไม่สามารถดูลึกถึงเนื้อหาของการบริการได้ เหมือนกับมีหน้าที่แค่ดูแลการส่งจดหมายไม่สามารถเปิดซองจดหมายอ่านได้”
หากมองในแง่ความเป็นจริงผู้บริโภคสามารถบอกเลิกการบริการจากคอลเซ็นเตอร์ของเครือข่ายได้ทันที เพราะเครือข่ายได้ทำสัญญากับบริษัทต่าง ๆ ที่บริการผ่านเอสเอ็มเอส โดยทั้งสองฝ่ายต่างได้ส่วนแบ่ง ซึ่งเครือข่ายต้องมีส่วนในการแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค
ขณะนี้ผู้ให้บริการนิยมให้ทดลองใช้ฟรี ประวิทย์ มองว่า หากหมดช่วงเวลาการใช้บริการฟรี ผู้บริการควรส่งข้อความเพื่อยืนยันการรับบริการ ไม่ใช่ให้บริการต่อโดยไม่มีการยืนยันจากผู้บริโภค เช่น ทดลองรับข่าวฟรี 7 วัน พอครบกำหนดก็ไม่มีระบบยืนยันการใช้บริการแต่ทำการหักเงินจากมือถือทันที ซึ่งผู้บริโภคกำลังถูกเอาเปรียบอย่างเห็นได้ชัด
ผู้ให้บริการผ่านระบบเอสเอ็มเอสควรระบุที่มาอย่างชัดเจน และต้องมีหมายเลขที่ติดต่อได้แจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างละเอียด ตลอดจนบอกวิธีการยกเลิกบริการตั้งแต่แรกเริ่มสมัครใช้ นอกจากนี้ควรกำหนดระยะเวลาการใช้บริการ เช่น ครบ 3 เดือน แล้วสมัครใหม่ เป็นต้น
ประวิทย์ แนะนำสิทธิของผู้บริโภคว่า เมื่อมีเอสเอ็มเอสส่งมาทางมือถือควรตั้งสติให้ดี อ่านข้อความให้จบเสียก่อน ซึ่งหากไม่แน่ใจให้กดปุ่มวางสายทันที ขณะเดียวกันหมายเลข โทรศัพท์เป็นข้อมูลส่วนบุคคลหากไม่ต้องการเอสเอ็มเอสรบกวนสามารถโทรฯ แจ้งเครือข่ายผู้ให้บริการบอกเลิกได้
นอกจากนี้หากไม่สมัครบริการไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ถ้ามีผู้แอบอ้างสามารถแจ้งเครือข่ายระงับได้ทันที ส่วน กทช. กำหนดไว้ว่า ผู้ใช้บริการสามารถบอกเลิกบริการได้ตลอดเวลา
ในประเทศไทยยังเป็นช่องว่างทางกฎหมายซึ่งยังไม่ครอบคลุมสิทธิผู้บริโภค ต่างจากหลายประเทศที่มีระบบการจัดการรบกวนเพื่อให้ผู้ใช้บริการมีความเป็นส่วนตัว เช่น ฮ่องกง ผู้ใช้บริการที่ไม่ต้องการรับเอสเอ็มเอส สามารถแจ้งความ ประสงค์กับเครือข่ายได้ทันที ซึ่งเมื่อแจ้งแล้วหากมีข้อความบริการเข้ามา ผู้บริโภคสามารถเอาผิดทางกฎหมายได้
ขณะเดียวกันเด็กบางคนโหลดทุกอย่างทำให้ผู้ปกครองต้องรับภาระค่าใช้จ่ายสูงในแต่ละเดือน ดังนั้นผู้ให้บริการควรจัดประเภทอายุของผู้ใช้เพื่อ ให้บริการที่เหมาะสมกับวัย ขณะเดียวกันการส่งเอสเอ็มเอสยังไม่มีการกำหน[คำไม่พึงประสงค์]ัตราค่าบริการ ทำให้ผู้บริการสามารถหักเงินจากบริการเท่าไหร่ก็ได้ แล้วแต่ผู้ให้บริการกำหนด นอกจากนี้การส่งข้อความไปหาผู้รับในส่วนต่าง ๆ ยังมีอัตราที่ไม่เท่ากัน เช่น ส่งข้อความไปยังรายการทีวี เพื่อให้ขึ้นหน้าจอต้องเสียค่าส่ง 9 บาท ทั้งที่การส่งข้อความปกติครั้งละ 3 บาท ในความเป็นจริงต้นทุนการส่งข้อความแค่ครั้งละ 50 สตางค์ ซึ่งมีราคาถูกลงกว่าเดิมมากเนื่องจากเทคโนโลยีมีความสะดวกรวดเร็ว ต่างจากยุคแรกที่เริ่มมีการส่ง ข้อความผ่านมือถือต้องเสียเงิน ครั้งละ 150 บาท
ที่อันตรายกว่านั้นคือ มีการขายประกันผ่านมือถือ โดยตัวแทนโทรฯมาหว่านล้อมเพื่อให้ผู้ซื้อยอมรับ โดยระหว่างที่พูดตัวแทนจะทำการอัดเสียงเพื่อยืนยันว่า ผู้ซื้อยอมรับ แล้วหลังจากนั้นจึงทำการหักเงินผ่านระบบบัตรเครดิตในแต่ละเดือน ซึ่งพอแจ้งไปยังเครือข่ายมือถือก็บ่ายเบี่ยง จึงอยากเตือนประชาชนให้ระวังอย่าตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ โลกกำลังหมุนเร็วขึ้นทุกวัน หน่วยงานผู้รับผิดชอบเองก็ต้องตามให้ทันเพื่อคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค จะมัวทำงาน “เช้าชาม เย็นชาม” เหมือนก่อนคงลำบาก.

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2552

>>>กินเพื่อสุขภาพ<<<

กินเพื่อสุขภาพ
1. กินน้ำมะนาวปั่นสามารถแก้อาการเมาค้างได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่แก้อาการเมาค้างได้โดยการดื่มน้ำกล้วยปั่นกับนมและน้ำผึ้ง เพราะกล้วยจะทำให้กระเพาะของเราสงบลง ส่วนน้ำผึ้งจะเป็นตัวช่วยหนุนเสริมปริมาณน้ำตาลในเส้นเลือดที่หมดไป ในขณะที่นมก็ช่วยปรับระดับของเหลวในร่างกายของเรา ทำให้อาการเมาหายไปได้
2. เมื่อเป็นไข้ไม่ควรกินฝรั่ง จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในฝรั่งมีแร่โพแทสเซียมสูง เมื่อเวลาเป็นไข้ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้น การกินอาหารที่มีโพแทสเซียมสูงจะส่งผลให้เกิดอาการชักได้
3. มันฝรั่งช่วยลดความดันโลหิตให้ต่ำลงได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในมันฝรั่งมีสารเคมีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติที่ชื่อว่า คูคัวไมน์ส มีสรรพคุณในการควบคุมความดันโลหิตให้ต่ำลง และมันยังรักษาโรคที่ลึกลับที่เรียกว่า โรคนอนหลับ ได้อีกด้วย
4. ดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่การดื่มนมร้อนก่อนนอนจะช่วยให้นอนหลับสบายยิ่งขึ้น เพราะนมร้อนจะส่งเสริมให้สมองหลั่งสาร
5. การเคี้ยวหมากฝรั่งช่วยเพิ่มฮอร์โมนเพศชายได้ จริงหรือ
เฉลย ไม่จริง แต่การเคี่ยวหมากฝรั่งช่วยให้คนไข้ผ่าตัดลำไส้ใหญ่หายเร็วขึ้น เพราะการเคี้ยวหมากฝรั่งหลังการผ่าตัด เป็นการบริหารให้ลำไส้กลับมาทำงานตามปกติได้เร็วขึ้น คนไข้จะไม่เกิดอาการลำไส้อืด ซึ่งทำให้ปวดท้อง และท้องอืด หลังจากที่ต้องหยุดทำงานไปพักหนึ่ง
6. การกินเนยก่อนนอนทำให้นอนหลับสนิทขึ้น จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะในเนยมี กรดอะมิโน ที่มีชื่อว่า ทริปโตพัน ซึ่งมีสรรพคุณช่วยให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย และสะกดให้หลับได้สนิทดีขึ้น
7. กินส้มช่วยแก้อาการเซ็งได้ จริงหรือ
เฉลย จริง การรับประทานส้มโดยปอกเปลือกเองจะมีกลิ่นส้มที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย และวิตามินซีที่ร่างกายได้รับในจำนวนที่เพียงพอ ช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้คลายความเครียดลงได้ดีออกมาด้วย
8. การกินช็อคโกแล๊ตช่วยแก้ไอได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะ โกโก้ที่ใช้ทำช็อคโกแล๊ตมีสารที่ชื่อว่า ธีโอโบรไมน์ จะไปออกฤทธิ์ที่เส้นประสาทชื่อ เวกัสเนอร์ฟ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการไอ ทำให้สามารถหยุดอาการไอเรื้อรังอย่างได้ผล
9. การกินบ๊วยช่วยเพิ่มกำลังได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะ การที่คนเรามีอาการเหนื่อย อ่อนเพลีย เพราะกรดในเลือดสูง ร่างกายไม่สามารถปรับดุลความเป็นด่างได้ทัน แต่บ๊วยมีความเป็นด่าง Ph 7.35 ใกล้เคียงกับเลือดคนเรา จึงช่วยถ่วงดุลความเป็นด่างได้ และยังมีโปรตีน เกลือแร่ และสารอาหารจำเป็นอยู่มากอีกด้วย
10. การกินอาหารมื้อเช้าช่วยป้องกันความจำเสื่อมได้ จริงหรือ
เฉลย จริง เพราะ เลือดตอนเช้าจะแข็งตัวง่ายกว่าปกติ จึงมีโอกาสที่หลอดเลือดอุดตันมากขึ้น สารอาหาร ไปเลี้ยงสมองได้น้อยลง สมองจึงค่อยๆ เสื่อม

วันจันทร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2552

>>>ยอดติดหวัด 2009 พุ่ง 774 คน พบโคม่า 1 ราย<<<


นพ.ไพจิตร์ วราชิต รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเมื่อวันที่ 22 มิถุนายน ว่า นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้สั่งการให้ปรับการรายงานผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 โดยต้องรายงานจำนวนผู้ป่วยที่มีอาการหนัก ควบคู่กับไปการรายงานตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มเติม และผู้ป่วยที่ต้องนอนโรงพยาบาล เพราะที่ผ่านมามีผู้ป่วยหลายคนที่นอนโรงพยาบาล แต่อาการไม่หนัก ซึ่งตัวเลขที่มาก อาจทำให้ประชาชนแตกตื่น ขณะนี้ยืนยันว่า มีผู้ป่วยอาการหนักเพียงรายเดียว จากผู้ป่วยที่นอนโรงพยาบาลทั้งหมด 14 ราย

นพ.ไพจิตร์ กล่าวว่า ผู้ป่วยอาการหนักเป็นหญิงวัย 50 ปี แพทย์เป็นห่วงมาก เพราะมีโรคประจำตัว ได้ให้คณะแพทย์ศิริราชพยาบาล และโรงพยาบาลเอกชน ร่วมกันตรวจวินิจฉัยด้วยการส่องกล้องหาสาเหตุที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงของโรคขึ้นอยู่กับภูมิคุ้มกันของแต่ละบุคคล เพราะแม้เชื้อจะรุนแรงน้อย แต่หากผู้รับเชื้อไม่มีภูมิคุ้มกัน และร่างกายอ่อนแอ ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้

วันเดียวกัน นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เดินทางตรวจเยี่ยมโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย นนทบุรี โดยกล่าวว่า วันนี้ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่เพิ่มขึ้นอีก 69 ราย รวมขณะนี้ มีผู้ป่วยสะสม 774 ราย โดยจำนวนที่เพิ่มขึ้น 69 ราย เป็นนักเรียน 61 ราย โรงเรียนจึงเป็นสถานที่ที่น่าเป็นห่วงของการแพร่ระบาด จึงฝากให้นักเรียนยึดหลักในการดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด กินร้อน ช้อนกลาง และล้างมือบ่อยๆ ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อหวัดทุกชนิดได้ถึงร้อยละ 90

นายวิทยา กล่าวต่อว่า โรคนี้ส่วนใหญ่หายได้เอง อัตราการเสียชีวิตจึงอยู่ที่ร้อยละ 0.2-0.4 เท่านั้น ใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ธรรมดา ปีที่ผ่านมา มีผู้ป้วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ธรรมดาในไทย ถึง 900,000 คน เสียชีวิต 302 คน อย่างไรก็ตาม แม้ไข้หวัดใหญ่ 2009 จะไม่รุนแรงแต่ก็มีโอกาสเสียชีวิตได้ จึงต้องฝากให้นักเรียนรักษาความสะอาด เพื่อป้องกันโรค

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า แม้มีบางโรงเรียนประกาศหยุดเรียน เพื่อยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อหวัดใหญ่ฯ 2009 แต่จะพบว่า มีการแพร่ระบาดจากโรงเรียนในเมืองไปยังโรงเรียนย่านปากน้ำ จ.สมุทรปราการ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขตรวจสอบ พบว่า เป็นการแพร่ระบาดจากโรงเรียนกวดวิชาแทน สำหรับมาตรการต่างๆ ที่ สธ. รณรงค์ให้ความรู้ทำความเข้าใจประชาชน ได้รับการตอบรับดี และเข้าใจว่าไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ไม่ใช่หวัดมฤตยู

รัฐมนตรีว่าการ สธ. ยังกล่าวถึงผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ฯ 2009 ว่า ปัจจุบันมีเพียง 14 ราย ที่ยังรักษาตัวที่โรงพยายาล และมี 1 ราย ต้องเฝ้าระวังอย่างพิเศษ เป็นหญิงอายุประมาณ 50 ปี ติดเชื้อจากลูก มีโรคแทรกซ้อน มีอาการปอดปวมต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เป็นอาการที่น่าห่วง

วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2552

>>>ระวัง คลินิกมั่วฉีดวัคซีน อ้างกันหวัด<<<


คลินิกทำคนสับสน อ้างมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 เรียกเก็บเข็มละ 600 บาท อธิบดีกรมควบคุมโรคยืนยันไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ในตอนนี้มีแค่วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ธรรมดาเท่านั้น


การแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ได้สร้างความหวาดวิตกให้คนไทยมากขึ้นเป็นลำดับ เมื่อล่าสุดพบว่ามีผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นกว่า 200 คนแล้ว และจากสถานการณ์ดังกล่าวก็มีคำโฆษณาเชิญชวนจากคลินิกหลายแห่ง รวมทั้งโรงพยาบาลเอกชนบางแห่ง ว่า มีวัคซีนฉีดป้องกันไข้หวัดใหญ่ ทำให้เกิดการบอกเล่าปากต่อปากว่ามีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเท่าที่ตรวจสอบ คลินิกบางแห่งคิดค่าฉีดวัคซีนดังกล่าวเข็มละ 600 บาท


อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังคลินิกที่อ้างว่ามีวัคซีนป้องกันเชื้อไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงสาธารณสุขยังไม่เคยออกมายืนยันว่ามีวัคซีนป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ 2009 แพทย์เจ้าของคลินิกก็ชี้แจงว่า วัคซีนที่จะฉีดเป็นวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่อีกชนิดหนึ่ง แต่การฉีดวัคซีนดังกล่าวจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทาน ซึ่งจะมีผลในการป้องกันเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ในระดับหนึ่ง


นพ.ม.ล.สมชาย จักรพันธุ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คลินิกหรือโรงพยาบาลหลายแห่ง ใช้คำพูดที่กำกวมทำให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิด ความจริงแล้ว วัคซีนที่ใช้ป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 ที่มีบริการอยู่ในหลายแห่งนั้น คือวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ประจำปี ซึ่งก็คือปี 2009 คือไข้หวัดใหญ่ทั่วๆ ไป ไม่ใช่วัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 แต่อย่างใด


"ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีวัคซีนใดที่จะป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ที่ระบาดมาจากประเทศเม็กซิโกได้ อาจมีบริษัทยาบางแห่งอ้างว่าผลิตได้แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้รับการทดลองตามขั้นตอนจนสามารถนำมาใช้กับคนได้ อย่างเร็วที่สุดที่จะมีวัคซีนป้องกันไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ได้ ก็น่าจะเป็นปี 2010 และช่วงนี้เป็นช่วงไข้หวัดใหญ่ระบาดในทุกๆ ปี จึงทำให้เกิดความสับสนได้"


อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวว่า ความจริงแล้วไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด สาเหตุที่ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตระหนก เนื่องจากในช่วงที่โรคนี้ระบาด ในเม็กซิโกมีการเสนอข้อมูลด้านตัวเลขผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ซึ่งที่จริงแล้วผู้ป่วยและผู้เสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 มีสัดส่วนเหมือนไข้หวัดปกติ คือ ผู้ป่วย 1,000 คน จะมีผู้เสียชีวิต 1 คน เมื่อประชาชนได้รับข้อมูลที่ผิดจึงเป็นกระแสให้เกิดความหวาดผวาขึ้น


นพ.ม.ล.สมชาย กล่าวว่า มีนักวิชาการบอกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1 จะระบาดต่อไปจนถึงปี 2010 โรคนี้ก็จะกลายเป็นโรคไข้หวัดประจำปีไป ส่วนการป้องกันนั้นเพียงแค่ล้างมือบ่อยๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ หากไม่สบาย เช่น มีน้ำมูกไหล มีไข้ต่ำๆ ไอ เจ็บคอ ให้สวมหน้ากากอนามัย และควรพักผ่อนรักษาตัวเองอยู่ที่บ้าน 3 - 7 วัน แต่หากมีอาการมากขึ้นควรไปพบแพทย์ ระหว่างอยู่ที่บ้านควรหลีกเลี่ยงการคลุกคลีกับผู้อื่น และสวมหน้ากากอนามัย


"ในช่วงฤดูฝนของทุกปีจะเป็นช่วงที่ไข้หวัดใหญ่ทั่วไประบาด ประชาชนจึงควรดูแลสุขภาพตัวเอง และอย่าตื่นตระหนกจนเกินไป" อธิบดีกรมควบคุมโรคกล่าว