วันอังคารที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2552

>>>คำอวยพรวันคริสต์มาส<<<

คำอวยพรวันคริสต์มาส



วันคริสต์มาส (christmas day) เป็นวันแห่งความสุข เป็นวันที่มีประวัติยาวนาน ดังที่ได้เล่าประวัติวันคริสต์มาส ไว้ครั้งก่อน ซึ่งเราได้รวบตัวคำอวยพรวันคริสต์มาสภาษาไทย คำอวยพรวันคริสต์มาสเป็นภาษาอังกฤษ ไว้สำหรับทำการ์ดคริสต์มาส ในเทศกาลวันคริสต์มาส อันใกล้จะถึงนี้


ภาพคริสต์มาส สวยๆนี้ก็สามารถนำไปตกแต่งการ์ดอวยพรวันคริสต์มาสได้



กลอนวันคริสต์มาส (คำอวยพรวันchristmas)
คริสต์มาสต์ที่คิดถึงคำนึงหา
รอเวลาเช่นนี้มาช้านาน
เพื่อเข้าร่วมความสุขในเทศกาล
ล้างหมู่มารทั้งหลายข้างในใจ

ในวันนี้สุขสันต์อย่างสุดซึ้ง
ควรคำนึงความปลอดภัยอีกมากหลาย
วันความสุขไม่ควรจะไปตาย
ขับปลอดภัยไร้ทุกข์โศกตลอดไป


ขอให้มีความปีติยินดีในวันคริสต์มาสและรื่นเริงในวันปีใหม่


คริสมาสต์ ปีนี้ขอให้มีความสุขมากๆ


คิดสิ่งใดก็ขอให้สมความปราถนา

สุขภาพร่างกายแข็งแรง

______________________

ประวัติวันคริสต์มาส

คริสต์มาส เป็นคำทับศัพท์จากภาษาอังกฤษ (Christmas) ซึ่งมาจากคำภาษาอังกฤษโบราณว่า Christes Maesse แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า "Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษ (เขียนขึ้นในปี ค.ศ. 1038) และในปัจจุบันคำนี้ก็ได้เปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

ประวัติความเป็นมาของวันคริต์มาส ซึ่งเป็นวันประสูติของพระเยซูนั้น ตามหลักฐานในพระคัมภีร์บันทึกไว้ว่า พระเยซูเจ้าประสูติในรัชกาลของจักรพรรดิออกุสตุสแห่งจักรวรรดิโรมัน ซึ่งทรงสั่งให้จดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งแผ่นดิน โดยคีรีนิอัส เจ้าเมืองซีเรีย ก็รับนโยบายไปปฏิบัติให้มีการจดทะเบียนสำมะโนครัวทั่วทั้งอาณาเขต แต่ในพระคัมภีร์ ไม่ได้ระบุว่า พระเยซูประสูติวันหรือเดือนอะไร ด้านนักประวัติศาสตร์วิเคราะห์ว่า เดิมทีวันที่ 25 ธันวาคม เป็นวันที่จักรพรรดิเอาเรเลียนกำหนดให้เป็นวันฉลองวันเกิดของสุริยะเทพ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 274 ชาวโรมันซึ่งส่วนใหญ่นับถือเทพเจ้าฉลองวันนี้เสมือนว่า เป็นวันฉลองของพระจักรพรรดิไปในตัวด้วย เพราะจักรพรรดิก็เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ ที่ให้ความสว่างแก่ชีวิตมนุษย์ แต่ชาวคริสต์ที่อยู่ในจักรวรรดิโรมัน รวมถึงชาวโรมันที่เปลี่ยนไปนับถือคริสต์อึดอัดใจที่จะฉลองวันเกิดของสุริยเทพ จึงหันมาฉลองการบังเกิดของพระเยซูเจ้าแทน หลังจากที่ชาวคริสต์ถูกควบคุมเสรีภาพทางศาสนาตั้งแต่ปี ค.ศ. 64 – ค.ศ. 313 จนถึงวันที่ 25 ธันวาคม ปี ค.ศ. 330 ชาวคริสต์จึงเริ่มฉลองคริสต์มาสอย่างเป็นทางการและเปิดเผย



ดังนั้นเป็นการฉลองการบังเกิดของพระเยซูที่เราเฉลิมฉลองกันในวันที่ 25 ธันวาคม คำว่า " คริสมาส" เป็นคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษ Christmas มาจากคำภาษาอังกฤษโบราณ ว่า Christes Maesse ที่แปลว่า "บูชามิสซาของพระคริสตเจ้า" คำว่า "Christes Maesse" พบครั้งแรกในเอกสารโบราณเป็นภาษาอังกฤษในปี 1038 และคำนี้ก็ได้แปรเปลี่ยนมาเป็นคำว่า Christmas

ในภาษาไทย " คริสต์มาส " ก็มีความหมาย เช่นกัน คำว่า "มาส" แปลว่า "เดือน" เทศกาลคริสต์มาสจึง เป็นเดือนที่เราระลึกถึงพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นพิเศษ คำว่า"มาส" คือ"ดวงจันทร์" ตีความหมายในภาษาไทยคือพระเยซูทรงเป็นความสว่างของโลก เหมือนดวงจันทร์ เป็นความสว่างในตอนกลางคืน Merry X’mas คำว่า Merry ในภาษาอังกฤษโบราณ แปลว่า"สันติสุขและความสงบทางใจ"

วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2552

>>>โมโซไทยดอทคอม<<<

บทเรียนจากการสร้างกระแสเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งที่มีการจุดประกายแนวคิดมานานหลายปี แต่เอาเข้าจริง ไม่ใช่ทุกคนจะเข้าใจปรัชญาความคิดอย่างลึกซึ้ง หลายคนยังแยกไม่ออกระหว่าง "ความต้องการ" และ "ความจำเป็น"

ที่สำคัญ วัยรุ่นและคนไทยรุ่นใหม่ยังอยู่ท่ามหลางวัฒนธรรมการบริโภคแบบสนองอารมณ์ที่มีอยู่ไม่สิ้นสุด ยอมจ่ายเงินหลายพันเพื่อซื้อคอมเสิร์ตนักร้องเกาหลี อยากมีอยากได้ของแบรนด์เนม ยอมแม้กระทั่งขายเรือนร่างและเงินซื้อกระเป๋าในละแสน เพื่ออวดรสนิยมเหมือนดาราเห่อของหรูราคาแพง
นั่นทำให้ชุมชนโมโซออนไลน์ www.mosothai.com เปิดตัวขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางถ่ายทอดความคิดไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ สร้างเครือข่ายและหาต้นแบบหรือไอดอลมาสะท้อนความคิดตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
สำหรับความหมายของ "โมโซ" หรือ mosothai นั้น คำแรก "MO" มาจากคำว่า "Moderation" หมายถึง ความพอประมาณ ไม่มาไป ไม่น้อยไป พอดีๆ

ส่วน "SO" มาจากคำว่า "Society" หมายถึง สังคม

ชาว MOSO ก็หมายถึง กลุ่มคนรุ่นใหม่ของสังคมที่ใช้ชีวิตในรูปแบบพอดีๆ ยึดหลักความพอประมาณ การเป็นคนมีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันทางความคิดในการดำเนินชีวิต ตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ต้องรู้จัก "พอประมาณ" ในการใช้ชีวิตเสียก่อน ทำทุกอย่างให้อยู่ในความพอดี รู้จักขีดความสามารถของตนเอง ไม่ทำอะไรเกินตัว รู้จักใช้ "ดหตุผล" มากขึ้น เรียนรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่มากไป น้อยไป มีการไตร่ตรองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสีย ได้อย่างชัดเจน และเมื่อเรามีทั้งความคิดที่ "พอประมาณ" บวกกับการใช้ "เหตุผล" ที่มากพอแล้ว ทั้งสองสิ่งจะสร้าง "ภูมิคุ้มกัน" ต่ออุปสรรคและปัญหา ควบคู่กันการมีความรู้และคุณธรรม
จุดกำเนิดของสังคมพอประมาณหรือ "โมโซไซตี้"เริ่มต้นเมื่อปี 2548 จากงานวิจัยของสถาบันไทยพัฒน์ มูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การนำของ ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการ โดยมีสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.)เป็นผู้สนับสนุน เพื่อสร้างขบวนเคลื่อนไหวในสังคมในเกิดความตระหนักในการใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ มีเหตุผลและมีภูมิคุ้มกันตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปัจจุบันมีผู้สนใจทั้งระดับองค์กร และระดับบุคคลนำแนวคิดโมโซไซตี้ไปใช้ในการ รณรงค์หรือขับเคลื่อนโครงการหรือกิจกรรมกว่า 30 องค์กร และชาวโมโซลงทะเบียนในเครือข่ายมากกว่า 5,000 คนแล้ว รวมทั้งออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น เช่น กิจกรรมต้นแบบโรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียงของโรงเรียนจุฬาภรณ์ราชวิทยาลัย จ.เพชรบุรี กิจกรรมให้ความรู้เศรษฐกิจพอเพียงแก่ครู ศรช. ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียน จ.นครปฐม นิทรรศการตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการดำรงชีวิตอย่างพอเพียงในงาน "1,392 ปิ๋สลีเวียงวังฆะเติ๋น" จ.ลำปาง

วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

>>>ต้นไม้ที่แปลกที่สุดในโลก<<<

1. Baobab
ต้นไม้ที่มหัศจรรย์ที่สุดก็คือต้น Baobab หรือต้นขนมปังลิง (monkey bread tree) สามารถเติบโตได้ถึง 100 ฟุต และกว้างถึง 35 ฟุต สิ่งแปลกประหลาดของต้นไม้นี้ก็คือ ภายใต้ลำต้นที่บวมนี้คือ ที่เก็บน้ำที่จุได้มากถึง120,000 ลิตร ไว้ใช้ในสภาวะอากาศแห้งแล้ง

2. Bristlecone Pine
ต้นสน Briatlecone ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่มาก ซึ่งพันธุ์ Methuselah นั้นจัดเป็นต้นไม้ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ที่มีอายุ 4,838 ปี อยู่เหนือระดับน้ำทะเลถึง 11,000 ฟุต

3. Banyan
ต้น Banyan ตั้งชื่อตาม "banians" หรือผู้บุกรุกชาวฮินดูที่ทำกิจกรรมต่างๆภายใต้ต้นนี้ และต้น Banyan เคยเป็นบ้านต้นไม้ของ โรบิลสัน ครูโซมา แล้วด้วย

4. Tule
ต้น Tule เป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในตระกูล Montezuma Cypress ตั้งอยู่ใกล้เมือง Oaxaca ประเทศเม็กซิโก มีขนาดลำต้นโดนรอบ 190 ฟุต (58 เมตร) ซึ่งใความหนาจนผู้คนพูดว่าแทนที่คุณจะโอบกอดมัน...มันกลับโอบกอดคุณแทน

5. Pando
ต้น Pando หรือ Trembling Giant ในรัฐยูท่าห์ ประกอบไปด้วยกว่า 47,000 กิ่งก้านสาขาที่แผ่ขยายไปทั่วพื้นที่ 107 เอเคอร์ หนักประมาณ 6,600 ต้น และมีระบบรากแก้วใต้ดินที่ใหญ่โตมาก เฉลี่ยแล้วแต่ละกิ่งก้านนั้นมีอายุประมาณ 130 ปี รวมทั้งระบบของต้น 6. Chapel - Oak of Allouville - Bellefosse
ต้น Chapel - Oak of Allouville - Bellefosse เป็นต้นไม้ที่มีชื่อเสียงที่สุดในฝรั่งเศส มันไม่ใช่เพียงแค่ต้นไม้ธรรมดา แต่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาอีกด้วย ในปัจจุบันบางส่วนของโอ๊กต้นนี้ได้ร่วงไปบ้างแล้วตามกาลเวลา แต่ผู้คนที่นั่นใช้เสาและสายเคเบิ้ลในการรองรับต้นไม้เก่าแก่ต้นนี้

7. Coast Redwood
ต้นCoast Redwood ถือเป็นต้นไม้สูงที่สุดในโลก โดยเจ้าต้นที่ชื่อว่า Hyperion ใน Redwood National Park นั้นมีความสูงกว่า 379 ฟุต(115เมตร) จุดเด่นของมันก็ ต้น Coast Redwood จะประกอบไปด้วยต้นแคลิฟอร์เนียเรดวู้ดยักษ์ถึง 4 ต้น ซึ่งมันใหญ่ขนาดที่ว่าเราสามารถขับรถผ่านได้!

8. Giant Sequoias
ต้น Giant Sequoias ถือได้ว่าเป็นต้นไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ปลูกในเซียร์ร่า เนวาดา รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งต้น Giant Sequoiasที่ใหญ่ที่สุดคือพันธุ์ Genaeral Sherman ตั้งตระหง่านใหญ่อยู่ใน Sequoia National Park มีลำต้นสูงถึง 275 ฟุต (83.8เมตร)และหนัก 6,000ตัน
9. Circus
Axel Erlandson เกษตรกรปลูกถั่วคนหนึ่งได้ดัดแปลงและแกะสลักต้นไม้เป็นรูปร่างและลวดลายที่แสนมหัศจรรย์จริงๆ เจ้าได้ตั้งขื่อมันว่า "Circus" นี่คือตัวอย่างเจ้าต้น Circus ที่คิดว่ากว่าจะทำได้คงลำบากน่าดู

วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

>>>เคล็ดลับเรียนคณิตศาสตร์ให้เก่ง <<<


- เวลาฟังครู หรือเวลาอ่าน ต้อง คิด ถาม จด ถ้าไม่เข้าใจควรจดคำถามไปค้นคว้า หรือถามผู้รู้
- หมั่นดูหนังสือหรือทำการบ้านอย่างมีประสิทธิภาพ หามุมอ่านหรือทำการบ้านที่เหมาะสม
-จัดเวลาทบทวนสิ่งที่เรียนมา หรืออ่านล่วงหน้าสิ่งที่จะเรียนต่อไป และถ้าปฏิบัติตามที่กำหนดได้ควรให้รางวัลตัวเอง เช่น ได้ขนม ได้เล่น ได้ฟังเพลง ดูทีวี เป็นต้น
-ทบทวนความรู้กับเพื่อน อย่าหวงวิชา แบ่งปันความรู้อธิบายให้กันและกัน อย่าช่วยเหลือเพื่อนในทางที่ผิด เช่น ทุจริตเวลาสอบ หรือให้ลอกงานโดยไม่เข้าใจ
-ศึกษาด้วยตัวเอง โดยนำตำราหลายๆเล่ม มาทำความเข้าใจจดสาระสำคัญต่างๆ และหมั่นหาโจทย์แปลๆมาทำมากๆ

วันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552

>>>เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง <<<



เหตุผลและความเชื่อของการลอยกระทง

สาเหตุที่มีประเพณีลอยกระทงขึ้นนั้น เกิดจากความเชื่อหลาย ๆ ประการของแต่ละท้องที่ ได้แก่

1.เพื่อแสดงความสำนึกถึงบุญคุณของแม่น้ำที่ให้เราได้อาศัยน้ำกิน น้ำใช้ ตลอดจนเป็นการขอขมาต่อพระแม่คงคา ที่ได้ทิ้งสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ลงไปในน้ำ อันเป็นสาเหตุให้แหล่งน้ำไม่สะอาด

2.เพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที เมื่อคราวที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ และได้ทรงประทับรอยพระบาทไว้บนหาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่าแม่น้ำเนรพุทท

3.เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ เพราะการลอยกระทงเปรียบเหมือนการลอยความทุกข์ ความโศกเศร้า โรคภัยไข้เจ็บ และสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ให้ลอยตามแม่น้ำไปกับกระทง คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์


4.เพื่อเป็นการบูชาพระอุปคุต ที่ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล โดยมีตำนานเล่าว่าพระอุปคุตเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มาก สามารถปราบพญามารได้


5.เพื่อรักษาขนบธรรมเนียมของไทยไว้มิให้สูญหายไปตามกาลเวลา และยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวให้เกิดขึ้นทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ



6.เพื่อความบันเทิงเริงใจ เนื่องจากการลอยกระทงเป็นการนัดพบปะสังสรรค์กันในหมู่ผู้ไปร่วมงาน




7.เพื่อส่งเสริมงานฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ เพราะเมื่อมีเทศกาลลอยกระทง มักจะมีการประกวดกระทงแข่งกัน ทำให้ผู้เข้าร่วมได้เกิดความคิดแปลกใหม่ และยังรักษาภูมิปัญหาพื้นบ้านไว้อีกด้วย

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2552

>>>Halloween<<<



L’Halloween (en Amérique du Nord, avec un déterminant) ou Halloween (sans article, forme utilisée en France) est une fête qui se déroule dans la nuit du 31 octobre au 1er novembre. Elle est fêtée principalement en Irlande, au Canada, en Australie, en Grande-Bretagne et aux États-Unis. La tradition la plus connue veut que les enfants se déguisent avec des costumes qui font peur ou qui font rire (fantômes, sorcières, monstres,vampires, etc.) et aillent sonner aux portes en demandant aux adultes, souvent eux-mêmes déguisés, des bonbons, des fruits ou de l'argent avec la formule : Trick or treat! (« Des bonbons ou un mauvais sort ! ») ou simplement « Halloween ! ». D'autres activités incluent des bals masqués, le visionnement de films d'horreur, la visite de maisons « hantées », etc.
L'Halloween est une fête folklorique anglo-saxonne, à laquelle certains prêtent une origine celtique, basée sur la concomitance calendaire du 1er novembre, période de l'antique fête religieuse celtique de Samain. Cette tradition a été transportée en Amérique du Nord au XIXe siècle par les Irlandais, les Écossais et autres immigrants.
Le principal symbole de l'Halloween est la citrouille, remplacée quelquefois par un potiron, issu de la légende irlandaise de Jack-o'-lantern : on le découpe pour y dessiner, en creux, un visage, puis on place une bougie en son centre.


L'Halloween est une fête folklorique traditionnelle à laquelle certains attribuent une lointaine origine celtique. Pendant la protohistoire celtique, existait une fête religieuse - Samain en Irlande, Samonios en Gaule –, qui se déroulait sous l’autorité des druides, pendant sept jours (le jour de Samain lui-même et trois jours avant et trois jours après). « C’est une fête de fermeture de l’année écoulée et d’ouverture de l’année à venir. Le temps de Samain est celui du Sid brièvement confondu avec celui de l'humanité. » C’est la période de possibles rencontres mythiques entre certains hommes et les dieux des Tuatha Dé Danann. La civilisation celtique (et la religion et les fêtes druidiques) a disparu d’Irlande au Ve siècle, avec l'évangélisation hagiographique de saint Patrick. La fête chrétienne de la Toussaint, à laquelle est adossée Halloween, n’a été instituée qu’au IXe siècle par le pape Grégoire IV. L’abondante littérature irlandaise médiévale, élaborée par les clercs entre le VIIIe et le XIIe, ne mentionne que la fête sacrée de Samain.
L’étymologie appartient strictement à la langue anglaise, sans aucun rapport avec le gaélique ou toute autre langue celtique. Son nom actuel est une altération de All Hallow Even, qui signifie littéralement le soir de tous les saints du paradis, c'est-à-dire la veille de la fête chrétienne de la Toussaint (hallow est une forme archaïque du mot anglais holy qui signifie : saint, even est une forme usuelle qui a formé evening (soir)). L'orthographe Hallowe’en est encore parfois utilisé au Canada et au Royaume-Uni.
La fête folklorique d’Halloween a été, pour finir, importée sur le continent nord-américain par les immigrants catholiques britanniques.